Biz X — April 27, 2013 at 11:58 pm

แฟรนไชส์น้ำแข็งใส

เปิดขายเดือนแรกขายดีมาก ได้รับการตอบรับดีมาก อยู่ใกล้บ้าน ไม่เหนื่อยเดินทาง วันนึงรวมๆกันทั้งสองอย่าง(น้ำแข็งใสกับชานมไข่มุก) ขายได้ประมาณ 50 ถ้วย มีความสุขมากกก(หัวเราะ) ตอนนั้นคิดเลยนะว่า เรามาถูกทางแล้ว นี่แหละที่ของเรา แต่พอเดือนที่สองปรากฏว่าแทบไม่มีคนเลย เราก็ใจหายวูบเลย คงเป็นเพราะว่าคนแถวนี้เลิกเห่อกันแล้ว กินบ่อยจนเบื่อแล้ว ยอดลดลงจนแบบว่า เฮ้ยยย…เดือนแรกนี่เราฝันไปเหรอเนี้ย

ทยากร เกษมศิลป์

ทยากร เกษมศิลป์(หนู)
ร้านไอศครีมน้ำแข็งใส Smooth Ice

เริ่มต้นจากการทำงานประจำ ตำแหน่งแรกเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานอยู่บริษัทในเครือโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 4 ปีรู้สึกว่างานไม่มีความก้าวหน้า ก็เลยเปลี่ยนมาทำธุรกิจเองโดยการเข้าไปประมูลงานติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ Dtac ทำงานนี้อยู่ได้อีก 4 ปี ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนะ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่ว่างานลดลง ก็เลยขอแยกตัว แยกหุ้นส่วนออกมา ได้เงินทุนมาก้อนนึงก็เลยอยากหาธุรกิจอะไรง่ายๆที่ทำด้วยตัวเองคนเดียวได้

ทำไมถึงเลือกทำร้านน้ำแข็งใส
จริงๆธุรกิจแรกที่อยากทำคือร้านกาแฟสด เพราะเป็นคนชอบดื่มกาแฟมาก แล้วก็เวลามีงานเข้ามาระหว่างเราออกไปติดต่องานกับลูกค้าก็จะแวะตามร้านกาแฟนั่งใช้ Notebook ส่งงานทางอีเมล์บ่อยๆ ก็เลยเป็นความผูกพันว่าอยากจะมีร้านแบบนี้สักร้านนึง เราคงมีความสุขดีนะที่ได้เห็นคนมานั่งในร้าน นั่งดูเขาทำงาน นั่งดูเขาคุยกัน

แต่เราเห็นว่ามีร้านกาแฟเปิดเยอะมาก ตรงนู้นก็มีกาแฟสด ตรงนี้ก็มีกาแฟสด ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ เลยมานั่งคิดว่าจะทำอะไรดีที่คล้ายๆกัน พอดีช่วงนั้นร้าน ICE Monster กำลังดัง กำลังมาแรงเลย แล้วก็มีร้านน้ำแข็งใสยี่ห้อนู้น ยี่ห้อนี้ออกมาแข่งกับ ICE Monster เราก็ลองไปนั่งทานดูก็อร่อยดี แล้ว Brand ใหม่ๆที่ออกมาก็ทำให้น้ำแข็งมีรสชาติอร่อยขึ้นด้วย

แล้วเริ่มต้นทำร้านได้ยังไง
หลังจากไปขายฝันให้คนนู้นคนนี้ฟัง (หัวเราะ) เพื่อนก็แนะนำเรามา Brand นึง เราก็ไปดูไปลองชิม ร้านเขาขายดีนะแต่มันไม่แตกต่างกับ ICE Monster เลย เราอยากได้อะไรที่แตกต่างก็เลยเริ่มหาข้อมูลเองจากอินเตอร์เน็ท พอ Google มาก็โอ้โห้… เจอ Brand ต่างๆเยอะมาก เราก็ค่อยๆกดเข้าไปดูแต่ละ Brand ว่าเป็นยังไง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

พอเลือก Brand ได้เราก็โทรไปคุยรายละเอียดต่างๆ ก็คือถ้ามีทำเลแล้วเราจ่ายค่าแฟรนไชส์ 58,000 บาทเขาจะสอนงานให้แล้วก็เริ่มขายได้เลย แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีที่ขายก็เลยให้เขาช่วยหาให้โดยจ่ายค่ามัดจำไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนเราก็หาด้วยอีกทางนึง สุดท้ายก็มาได้ที่ซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม ที่เลือกที่ตรงนี้ก็เพราะเจ้าของที่ให้เราทดลองขายได้ 7 วันโดยไม่คิดค่าเช่า คิดแค่ค่าไฟวันละ 200 บาท แล้วแถวนั้นก็ดูคึกคักดีด้วย

ได้ที่ขายเรียบร้อยแล้วเราก็เข้าไปที่บริษัท ไปจ่ายเงินที่เหลือ และรับอุปกรณ์เพื่อเปิดร้านก็ถึงได้รู้ว่า 58,000 บาทที่เขาบอกเราตอนแรกเนี้ยเราได้แค่เครื่องปั่นน้ำแข็ง ตู้แช่น้ำแข็งขนาดเล็ก แล้วก็เคาเตอร์สำหรับวางของขายเท่านั้น ถ้าต้องการระบบแฟรนไชส์ของเขาด้วยคือมีการสอนงาน ให้คำปรึกษา ช่วยเราทำโปรโมชั่น ฯลฯ เนี้ยเราต้องจ่ายเพิ่มอีก 20,000 บาท แล้วยังมีต้องซื้อตู้สำหรับวางถาด Topping พวกผลไม้อีก 18,000 บาทด้วย นี่ยังไม่รวมอุปกรณ์ย่อยๆอย่างอื่นที่เราต้องไปหาซื้อเองเช่น มีด, เขียง, ขวดโหลสำหรับใส่ Topping, ช้อนตัก Topping ฯลฯ รวมๆทั้งหมดเราจ่ายไปประมาณ 120,000-130,000 บาท ซึ่งที่เขาโฆษณาว่าแค่ 58,000 ก็เริ่มธุรกิจแฟรนไซส์ได้มันไม่จริงเลย แต่เราก็ไม่ว่ากันเพราะเราเองก็ไม่ได้ถามให้ละเอียดตั้งแต่แรก เราคิดง่ายเกินไป

ขายของวันแรกเป็นอย่างไร
วันแรกก็มีเจ้าหน้าที่มาช่วยขาย มาถึงก็มาจัดโปรโมชั่นให้เราเลย ซื้อ 1 แถม 1 (หัวเราะ) บอกว่าอัดโปรโมชั่นแรงไปเลย ลูกค้าจะได้ติดใจ กับซื้อ 1 แถมชานมไข่มุก 1 แก้ว เป็นการลดแลกแจกแถมเพื่อเรียกลูกค้า

ชานมไข่มุกนี่ก็รับจากเขาเหมือนกัน ซึ่งเขาก็โปรโมทว่าชานมเขาอร่อย เป็น Brand ที่คนรู้จัก ถ้าเอาไปขายก็จะเพิ่มกำไรให้กับเรา ซึ่งเขาบอกเราว่าต้นทุนเนี้ยอยู่แค่แก้วละ 5 บาทเอง เราก็ยิ้มสิ ถ้าเราเอามาขายแก้วละ 25-30 บาทก็คิดว่าเป็นตัวทำกำไรที่ดี แต่ปรากฏว่าวันแรกนี่ไม่ได้ขายเลย เอามาแถมซะมากกว่า ก็เข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการโปรโมทร้านเราก็เต็มที่ ในเมื่อเขามาช่วยเรา เราก็เชื่อมืออาชีพ เราก็ทำตามไป

หมดวันแรกขายไปได้ 10 ถ้วยถ้วน แถมฟรีชานมไข่มุกไปอีก 10 แก้ว(หัวเราะ) คือลูกค้าจะเป็นพนักงานออฟฟิตลงมากินข้าว มาซื้อแค่ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสองหลังจากนั้นก็จะเงียบยาววววว วันที่ 2 วันที่ 3 ก็ยังเหมือนเดิม ขายได้ประมาณนี้ ก็เลยคิดว่าไม่ฝืนขายให้ครบ 7 วันแล้ว เพราะเรามีเวลาขายแค่ 2 ชม.เอง ยังไงก็คงทำยอดไม่ได้ พอแค่นี้ดีกว่า กลับไปตั้งหลักใหม่ เพราะรู้สึกว่าเหนื่อยเปล่า ต้องรีบไปแต่เช้าจัดร้านให้ทันก่อน 11 โมง ขายแค่สองชม. แล้วก็นั่งรอยาว เจ้าของที่ก็ใจดีเข้าใจ แถมลดค่าไฟเหลือวันละ 100 บาท เย็นวันที่ 3 ของยังเหลืออีกเต็มตู้ก็เลยปั่นน้ำแข็งแจกเลย แจกให้รปภ.ที่เขามีน้ำใจมาช่วยยกของ แจกให้พนักงานทำความสะอาด ให้คนที่ทำงานอยู่แถวๆนั้น ทุกคนก็บอกว่าน่าจะไปขายตามหน้าโรงเรียนมากกว่านะ เนี้ยมันอร่อยมากเลย ชอบมาก เด็กๆต้องชอบแน่ๆ

รู้สึกผิดหวังไหม
อืมมม… ไม่รู้สึกผิดหวังนะ เพราะรู้ว่าเราใหม่ ยังไม่เก่งพอ ยังไม่พร้อม แล้วเราก็รีบเกินไปที่ลงมือทำ แต่จะรู้สึกเหนื่อยมากกว่า เหนื่อยจริงๆ บ้านอยู่บางบัวทอง นนทบุรี ต้องออกจากบ้านแต่เช้าไปเปิดร้านให้ทันเพื่อจะเร่งทำยอด แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองว่าเอานะ ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ หาที่ใหม่

นานไหมกว่าจะได้ที่ใหม่
พอเก็บของกลับมาจากสีลมแล้วก็มารู้ว่าหน้าหมู่บ้านเราเองเลย กำลังเปิดให้เช่าที่ขายของ คือหน้าหมู่บ้านเมื่อก่อนเป็นห้างจัสโก้ แล้วปิดไปเปลี่ยนเป็น Tops แล้วยังมีที่ว่างเหลือซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดเป็นศูนย์อาหาร และกำลังต้องการให้ร้านขนม ไอศครีม น้ำปั่นมาเปิด เพราะแถวนั้นมีโรงเรียนกวดวิชาเป็นเด็กๆมาเรียน เราก็เออน่าสนนะ ใกล้บ้านด้วยก็เลยตัดสินใจไปลงขายดู แต่มีข้อเสียอย่างนึงคือไม่สามารถทดลองขายได้ ต้องเซ็นต์สัญญาเลย ตอนแรกเขาขอค่าเช่าเดือนละ 10,500 บาท ทำสัญญา 1 ปี ซึ่งเราก็คิดว่ามันนานเกินไปสำหรับตลาดใหม่เลยต่อรองขอเป็นระยะสั้น ก็ตกลงกันได้เป็นเดือนละ 12,000 บาท สัญญา 3 เดือน ร้านเขาตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้วด้วย มีโต๊ะเก้าอี้น่ารัก ๆสีสันสดใส แบบเอาใจเด็กเลย

เปิดขายเดือนแรกขายดีมาก ได้รับการตอบรับดีมาก อยู่ใกล้บ้าน ไม่เหนื่อยเดินทาง วันนึงรวมๆกันทั้งสองอย่าง(น้ำแข็งใสกับชานมไข่มุก) ขายได้ประมาณ 50 ถ้วย มีความสุขมากกก(หัวเราะ) ตอนนั้นคิดเลยนะว่า เรามาถูกทางแล้ว นี่แหละที่ของเรา แต่พอเดือนที่สองปรากฏว่าแทบไม่มีคนเลย เราก็ใจหายวูบเลย คงเป็นเพราะว่าคนแถวนี้เลิกเห่อกันแล้ว กินบ่อยจนเบื่อแล้ว ยอดลดลงจนแบบว่า เฮ้ยยย…เดือนแรกนี่เราฝันไปเหรอเนี้ย เดือนแรกนี่ขายได้ 30,000 กว่าบาท เดือนที่สองเราก็หวังจะได้มากขึ้นเพราะคนรู้จักเราแล้ว เรามีการทำประชาสัมพันธ์ มีการทำบัตรส่วนลดให้ ก็น่าจะเป็นการจูงใจที่ดีจริงไหมคะ แต่กลับตรงกันข้าม ไม่มีคนเลย เงียบลงทุกวันๆ คือเงียบไปทั้งศูนย์เลยนะไม่ใช่เฉพาะแค่ร้านเรา ร้านอื่นๆก็เริ่มปิดตัวลง

แล้วแก้ปัญหายังไง
เราก็ไปคุยกับเจ้าของที่ว่าเดือนแรกยอมรับนะว่าขายดีมากเลย แล้วเราก็เข้าใจนะว่ามันก็ต้องมีวันที่ขายดีกับขายไม่ดี แต่นี่เดือนที่สองผ่านมาครึ่งเดือนแล้วยังแทบไม่มีคนเข้ามาเลย ซึ่งเราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าให้คุณแล้วแน่นอน คุณมีทางไหนช่วยเราได้บ้างไหม ให้เราอยู่ได้ คุณอยู่ได้ ช่วยลดค่าเช่าที่ให้เราหน่อยได้ไหม แต่ก็เจรจาไม่ได้ไม่ลดให้ เราก็ขอขายสินค้าเพิ่มได้ไหมเพราะลูกค้าอาจจะเบื่อ เราก็คิดว่าถ้ามีสินค้าใหม่ๆมาลงก็อาจจะช่วยได้ เขาก็ว่าลงได้นะแต่ห้ามซ้ำกับร้านนี้ ๆ ๆ ซึ่งเราก็โห… รู้สึกว่ามันไม่แฟร์เลยเพราะบางร้านก็มีขายสินค้าเหมือนกับเรา แต่กลับไม่ให้เราขายสินค้าซ้ำกับเขา

ตอนนั้นมีสองทางเลือกคือ 1.พยายามหาสินค้าใหม่ๆมาเอาใจเด็กๆ 2.อยู่ให้ครบ 3 เดือนแล้วย้ายที่ใหม่ สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายเพราะว่าช่วงนั้นเราคิดว่าดิ้นรนสุดๆแล้ว ประชาสัมพันธ์ทุกทางทั้งแจกโบว์ชัวร์, ทำป้ายตั้งที่ถนน, ทำโปรโมชั่นมา 3 จ่าย 2, บางวันมีให้เลือก Topping ได้มากขึ้น, มีให้สะสมแต้ม 10 ฟรี 1 ก็มีคนมาแลกนะ แต่แลกเสร็จก็ไม่มากินอีกเลย(หัวเราะ) ทำทุกอย่างจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีทางกระตุ้นยอดขายให้ดีไปกว่านี้แน่

นอกจากเรื่องยอดขายแล้ว ยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง
ก็มีเรื่องสินค้าคะ อย่างชานมที่เขาคุยให้ฟังว่าต้นทุนแค่ 5 บาท แต่พอเอามาขายจริงมันไม่ใช่ 5 บาท คือเขาขายให้เราเป็นลิตร ลิตรละ 80 บาท ซึ่งพอเอามาแบ่งใส่แก้วขนาด 16 ออนส์ได้ประมาณ 6 แก้ว ซึ่งพอมานั่งคิดแล้วต้นทุนจริงๆมันเกือบ 20 บาท ทำให้ต้องเปลี่ยนมาทำขายเอง แต่ก็ทำออกมารสชาติก็ไม่อร่อยเหมือนเขา แล้วก็เสียทุกวันด้วย ทำเก็บไว้ไม่ได้เลย ซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ ตอนรับมาขายก็ต้นทุนสูง ทำเองแล้วขายไม่หมดก็ทำให้ต้นทุนก็ยังสูงอยู่ดี หลังๆก็เลยใช้วิธีซื้อเป็นชานมสำเร็จรูปแล้วเอามาปรุงเพิ่มก็ได้รสชาติเหมือนที่เขาทำ แล้วก็ได้ต้นทุนที่ถูกตามที่เราต้องการ

แล้วก็เจ้าของแฟรนไซส์เขาก็ไม่ได้ดูแลเราดีพออย่างที่เขาสัญญาไว้ เวลาเราโทรไปปรึกษาปัญหาก็จะไม่ค่อยได้คุย โดยเขาอ้างว่าเขาเองก็เพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ แล้วปรากฏว่าพอโฆษณาออกไปมีคนสนใจเยอะมาก ทำให้เขาดูแลไม่ทั่วถึง แล้วก็มีบอกเราว่าจะให้ไอติมตักมาทำโปรโมชั่นแต่ให้มาเอาที่บริษัท แล้วพอดีวันต่อมาเราเป็นวันที่เขาต้องมาส่งของให้เราพอดีก็เลยขอให้เขาช่วยเอามาส่งให้ที่ร้านหน่อยแต่เขาก็ไม่เอามาให้ แล้วก็มีวันหนึ่งเขามาเยี่ยมที่สาขา เขาใช้คำว่ามาเยี่ยมสาขานะคะ วันนั้นก็มาแนะนำว่าเราต้องทำนู่นนั่นนี่เพิ่ม แล้วก็ตรวจของว่าเราสั่งอะไรจากเขาบ้าง ได้ของครบไหมแล้วก็เก็บตังค์ค่าของเรา แต่ในใบเรียกเก็บเงินมีค่ารถด้วย เราก็งงว่า เฮ้ย…นี่เราต้องเสียเงินเป็นค่ามาเยี่ยมด้วยเหรอ

แล้วจัดการกับเรื่องพวกนี้ยังไง
ก็ตัดสินใจเข้าไปคุยกับเขาที่บริษัท จะขอค่าแฟรนไซส์คืน เราเริ่มแรงแล้วตอนนั้น ไปถึงเราก็เล่าปัญหาทุกเรื่องไป บอกว่าเราเจอปัญหาเยอะนะแต่ไม่เคยได้คำตอบจากคุณเลย แล้วเราจะซื้อระบบคุณไปทำไม คุณบอกจะช่วยเหลือเราแต่เอาเข้าจริงๆคุณแทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเราเลย กลายเป็นเราต้องช่วยตัวเองโดยการโทรไปหาเพื่อนเราแทน แทนที่จะเป็นคุณเพราะคุณทำธุรกิจนี้โดยตรง

แล้วคุณก็โกหกเราเยอะนะ ไม่พูดความจริง ไม่โปร่งใสกับเรานะ อย่างเช่นที่คุณขายให้เรามีถ้วยเล็ก กลาง ใหญ่ แต่คุณคิดราคาเป็นถ้วยใหญ่หมด เวลาเราตรวจของเราไม่ได้มานั่งตรวจทุกใบ เราก็ตรวจเป็นล็อต แต่พอเราไปเปิดใช้จริงเราไปเจอถ้วยกลางในแพคถ้วยใหญ่ ซึ่งหลายแพคมาก รวมถึงพวก Topping บางอย่างเราซื้อจากเขาได้เราก็ซื้อจากเขา แต่พอเราไปซื้อจากตลาดเองปรากฏว่าคุณขายเราแพงกว่า 3 เท่าตัว ยี่ห้อเดียวกันเลย ถึงคุณไม่ได้บังคับเราแต่ถ้าเราไม่รู้เลยว่าที่อื่นมีขายเราก็ต้องจ่ายราคาแพงให้คุณตลอด แล้วเราซื้อแฟรนไชส์คุณเนี้ยคุณก็ไม่มีใบเสร็จให้ ไม่มีการเซ็นต์สัญญาว่าเราเป็นคู่ค้ากัน ไม่มีใบกำกับภาษีสำหรับตู้แช่ที่เราซื้อจากคุณ ถ้าเราฟ้องร้องขึ้นมาเนี้ยคุณมีหลายเรื่องนะคะที่ต้องตอบคำถาม เขาก็เริ่มกลัว แล้วให้เราไปคุยกับเจ้าของบริษัท

คือตัวเจ้าของบริษัทเองเนี้ยไม่ค่อยได้คุยกับเราเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเราติดต่องานกับหุ้นส่วนเขา ตัวเจ้าของเองเขาก็รับฟังแล้วก็บอกว่าเขาพอเข้าใจแล้วว่ามันคือการที่คุณหมดศรัทธากับ Brand ของผม คุณเจอปัญหาแต่ไม่ได้รับคำตอบที่ดีจากคนของผมเลย เขายินดีคืนเงินให้ แต่ว่าเราใช้โลโก้ Brand เขาต่อไปไม่ได้ เราก็ ok เราไปสร้าง Brand ใหม่เองก็ได้ สรุปก็ได้คืนมาแต่ก็เหนื่อยมากกว่าจะได้มา

หลังจากปิดร้านแล้วก็เริ่มสร้าง Brand เลย
ยังค่ะไปเที่ยวก่อน(หัวเราะ) ไปเจอเพื่อน ไปเมาส์ให้เพื่อนๆฟังว่าเราเจออะไรมาบ้าง แล้วก็ไปเรียนทำน้ำต่างๆ ทั้งสมูทตี้, ชานมไข่มุก, ชาเขียวนม, น้ำชงทุกประเภท เรียนเสร็จก็ทำจ้างเพื่อนออกแบบโลโก้กับ Profile ร้าน ใช้ชื่อว่า Smooth ICE ช่วงนั้นที่มหาลัยมหิดลมีเปิดให้ประมูลเช่าที่ในโรงอาหารใหม่ เราก็ไปติดต่อเข้าร่วมประมูล เอา Profile ไปยื่น พอผ่านก็ต้องไปทำให้คณะกรรมการดู เราก็ขนอุปกรณ์ไปปั่นให้ดูให้ชิม แต่ประกาศผลออกมาแล้วเราไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ประสบการณ์การยื่นประมูลในมหาวิทยาลัยว่ามีขั้นตอนยังไง

แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่
ตอนนี้ก็ทำฟรีแลนส์ไปเรื่อยๆคะ มีงานอะไรมาก็ทำไปก่อน ล่าสุดเพื่อนเปิดร้านสเต็ก เราก็ไปช่วยเขาออกแบบเครื่องดื่ม ซึ่งลูกค้าก็บอกว่าอร่อยมาก เราได้ยินก็มีความสุข(หัวเราะ) ตอนนี้ก็รอแค่ได้ทำเลที่ดีเพื่อเปิดร้านใหม่อีกครั้ง เปิดอีกคราวนี้ก็ต้องประสบความสำเร็จแล้ว

เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นี้บ้าง
ทำอะไรอย่างใจร้อน ด้วยความที่เป็นคนใจร้อน ทำอะไรไว แล้วที่ผ่านมาเราทำอะไรมักจะทำได้อย่างที่อยากทำก็เลยค่อนข้างมั่นใจ และไม่ได้คิดเลยว่าจะมีอะไรยาก มีอะไรจุกจิกมากมายกับแค่การขายน้ำแข็งปั่น งานยากๆเราก็ทำมาแล้ว แต่พอทำจริงแล้วมันไม่ใช่เลย เพราะของกินเราต้องระวังทั้งรสชาติ ความสะอาด ความสดของผลไม้ เราต้องดูแลทุกอย่าง ทำอะไรต้อง ศึกษาข้อมูลเยอะ ๆ ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ แล้วก็ตั้งงบประมาณให้ชัดเจนว่าจะใช้งบเท่าไหร่ อย่าคิดว่าเรามีเยอะแล้วจ่ายนู่นนิดนี่หน่อยไม่เป็นไร ไม่งั้นงบมันจะบานปลายมาก